ปรับปรุงข้อมูล · ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะกรณี
ขยายเวลาขายฝากคืออะไร
ขยายเวลาไถ่ คือการที่ผู้ขายฝากกับผู้ซื้อฝากตกลงกันเลื่อนวันครบกำหนดไถ่ออกไปจากวันเดิมในสัญญา ไม่ใช่การทำสัญญาขายฝากฉบับใหม่ และไม่ใช่การกู้เพิ่ม ทรัพย์ยังเป็นทรัพย์แปลงเดิม สัญญายังเป็นฉบับเดิม เปลี่ยนเฉพาะกำหนดเวลาที่คุณยังมีสิทธิไถ่คืนได้
มาตรา 10 ของ พ.ร.บ. คุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2562 เขียนเรื่องนี้ไว้ชัดว่าขยายเวลาไถ่ได้ แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 10 ปี พร้อมกับวางกรอบไว้ด้วยว่ากำหนดเวลาไถ่ห้ามต่ำกว่า 1 ปี
สิ่งที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือคิดว่าการขยายเวลาเป็นสิทธิที่เรียกร้องได้ฝ่ายเดียว แต่ตัวบทเขียนไว้เพียงว่าขยายเวลาไถ่ได้ภายในเพดานที่กำหนด ไม่ได้เขียนให้ผู้ซื้อฝากต้องยอมขยาย เรื่องนี้จึงต้องตกลงกันทั้งสองฝ่าย สิทธิที่กฎหมายเขียนรับรองให้คุณคือสิทธิไถ่ภายในกำหนด ไม่ใช่สิทธิที่จะได้เวลาเพิ่ม อ่านภาพรวมสิทธิทั้งหมดได้ที่ สิทธิและการไถ่คืน
เพดานสองชั้นของระยะเวลาไถ่ขายฝาก
ระยะเวลาไถ่ขายฝากถูกล็อกไว้สองด้าน ด้านล่างคือห้ามต่ำกว่า 1 ปี ด้านบนคือเมื่อรวมเวลาที่ขยายทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 10 ปี ทั้งสองด้านอยู่ในมาตรา 10 การนับเพดานด้านบนให้นับรวมเวลาตามสัญญาเดิมกับเวลาที่ขยายทุกครั้งเข้าด้วยกัน ไม่ใช่เริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่เซ็นเอกสารขยาย
| เวลาไถ่ที่ใช้ไปแล้วตามสัญญาเดิมและที่ขยายมา | ขยายได้อีกไม่เกิน (เพดานรวม 10 ปี) |
|---|---|
| 1 ปี | 9 ปี |
| 3 ปี | 7 ปี |
| 5 ปี | 5 ปี |
| 9 ปี | 1 ปี |
ตารางนี้เป็นเพียงการคำนวณเวลาที่เหลือตามเพดานของกฎหมาย ไม่ได้แปลว่าผู้ซื้อฝากต้องยอมขยายให้เต็มจำนวนนั้น และไม่ได้แปลว่าการยืดเวลายาวที่สุดเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ เพราะทุกเดือนที่ยืดออกไปคือส่วนเพิ่มที่ต้องจ่ายต่อ
ถ้าคุณมีเงินก่อนครบกำหนด มาตรา 10 ให้ไถ่ก่อนได้โดยลดส่วนเพิ่มสินไถ่ตามสัดส่วน และผู้ซื้อฝากเรียกค่าเสียโอกาสได้ไม่เกิน 2% ต่อปีของราคาขายฝากตามเวลาที่เหลือ รายละเอียดอยู่ใน ไถ่ก่อนกำหนด
ต่อสัญญาขายฝาก กับ ขยายเวลาไถ่ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
คำว่าต่อสัญญาขายฝากที่คนพูดกันทั่วไป จริง ๆ แล้วมีสองแบบซึ่งผลต่างกันมาก ต้องถามให้ชัดว่าฝ่ายตรงข้ามหมายถึงแบบไหน ก่อนจะเซ็นอะไรก็ตาม
สัญญาขายฝากฉบับเดิมยังอยู่ เลื่อนเฉพาะวันครบกำหนดไถ่ เวลานับรวมกับของเดิมและชนเพดาน 10 ปี
ไถ่ของเดิมแล้วขายฝากใหม่ เริ่มนับเวลาใหม่ทั้งหมด แต่มีค่าธรรมเนียมและภาษีรอบใหม่ที่สำนักงานที่ดิน
การทำสัญญาใหม่มีต้นทุนที่มองไม่เห็นตอนคุยกันปากเปล่า เพราะต้องจดทะเบียนไถ่ถอนแล้วจดทะเบียนขายฝากใหม่ ประมาณค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ที่ ค่าใช้จ่ายและเงินรับสุทธิ ส่วนอัตราค่าธรรมเนียมและภาษีที่จะเรียกเก็บจริงในกรณีของคุณ ต้องตรวจสอบเป็นรายกรณีกับสำนักงานที่ดินที่รับจดทะเบียน
ทำหลักฐานการขยายเวลาไถ่ให้รัดกุม
ข้อตกลงด้วยวาจาหรือในแชตพิสูจน์ได้ยากเมื่อเกิดข้อพิพาท โดยเฉพาะเมื่อมีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยว เช่น ทรัพย์เปลี่ยนมือไปอยู่กับคนอื่น ผลของข้อตกลงที่ไม่ได้จดทะเบียนต่อบุคคลเหล่านั้นต้องตรวจสอบเป็นรายกรณี จึงไม่ควรพึ่งแชตเป็นหลักฐานเดียว
หลักที่ยึดได้คือมาตรา 7 ซึ่งกำหนดว่าสัญญาขายฝากต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ เมื่อกฎหมายเข้มขนาดนี้กับตัวสัญญา การแก้กำหนดเวลาไถ่ซึ่งเป็นสาระสำคัญของสัญญา จึงไม่ควรจบลงแค่ข้อความในโทรศัพท์
- ขอตัวเลขและวันที่เป็นหนังสือก่อน ระบุวันครบกำหนดใหม่ จำนวนสินไถ่ และรายการเงินที่ชำระไปแล้วซึ่งถูกหักออก
- ตรวจว่าเวลารวมยังไม่ชนเพดาน บวกเวลาตามสัญญาเดิมกับที่ขยายทุกครั้ง ต้องไม่เกิน 10 ปีตามมาตรา 10
- ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมสำเนาบัตรประชาชน ถ้าฝ่ายใดเป็นนิติบุคคล ให้ตรวจอำนาจผู้ลงนามด้วย
- นัดไปสำนักงานที่ดินที่รับจดทะเบียนสัญญาเดิม สอบถามล่วงหน้าว่าต้องใช้เอกสารใดบ้าง เพราะรายละเอียดต่างกันได้ในแต่ละกรณี
- เก็บคู่ฉบับที่มีตราประทับของเจ้าหน้าที่ไว้เอง พร้อมถ่ายภาพเก็บไว้อีกชุด แยกจากเครื่องที่ใช้ประจำ
ถ้าผู้ซื้อฝากบ่ายเบี่ยงไม่ยอมไปจดทะเบียน โดยอ้างว่าเชื่อใจกันได้ ให้ถือเป็นสัญญาณที่ต้องระวัง เพราะคนที่ตั้งใจให้เวลาคุณจริงจะไม่กลัวการทำให้ถูกต้อง ดูสัญญาณอื่นที่ควรระวังได้ที่ สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง
ต้องเริ่มคุยเรื่องขยายเวลาล่วงหน้ากี่เดือน
จังหวะที่ดีที่สุดคือล้อไปกับกรอบเวลาที่กฎหมายใช้อยู่แล้ว มาตรา 17 กำหนดให้ผู้ซื้อฝากต้องแจ้งกำหนดไถ่และจำนวนสินไถ่ เป็นหนังสือส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับพร้อมสำเนาสัญญา ก่อนครบกำหนดไม่น้อยกว่า 3 เดือนแต่ไม่เกิน 6 เดือน
แปลว่าอย่างช้าที่สุดคุณควรได้รับหนังสือฉบับนั้นก่อนครบกำหนด 3 เดือน และนั่นคือนาฬิกาที่ควรใช้ตั้งต้นเจรจา ถ้าจะให้ปลอดภัยกว่านั้น ควรเริ่มถามตัวเองตั้งแต่ก่อนครบกำหนดราว 6 เดือนว่าเงินไถ่จะมาจากทางไหน เพราะการหาแหล่งเงินใหม่ การขายทรัพย์เอง หรือการเตรียมเอกสาร ล้วนใช้เวลาเป็นเดือน
ถ้าผู้ซื้อฝากไม่แจ้งตามมาตรา 17 กฎหมายให้ผู้ขายฝากไถ่ได้อีก 6 เดือนนับแต่วันครบกำหนด ข้อนี้สำคัญมากสำหรับคนที่กำลังนับวันอยู่ เพราะหลายคนคิดว่าเลยวันแล้วจบ ทั้งที่อาจยังมีเวลาเหลืออยู่ ตรวจรายละเอียดของหนังสือแจ้งได้ที่ หนังสือแจ้งก่อนครบกำหนด
- ก่อนครบกำหนดประมาณ 6 เดือน ประเมินว่าจะไถ่เองได้หรือต้องหาทางอื่น
- ก่อนครบกำหนดประมาณ 3 เดือน ขอยอดสินไถ่เป็นหนังสือและเปิดเรื่องขยายเวลาอย่างเป็นทางการ
- ระหว่างนั้น รวบรวมสลิปการชำระทุกงวดไว้ให้ครบ เพื่อใช้ยืนยันยอดที่ต้องหักออกจากสินไถ่
- ถ้าเจรจาไม่คืบภายในหนึ่งเดือน ให้เริ่มเดินแผนสำรองคู่ขนานไปเลย อย่ารอคำตอบอย่างเดียว
ระวังข้อเสนอขยายเวลาพร้อมขึ้นสินไถ่
ข้อเสนอที่พบบ่อยคือยอมให้เวลาเพิ่ม แลกกับการปรับสินไถ่ขึ้น ซึ่งขอได้ไม่ผิดกฎหมายในตัวเอง แต่มีเพดานคุมอยู่ มาตรา 8 กำหนดว่าสินไถ่สูงกว่าราคาขายฝากได้ แต่เมื่อคำนวณเป็นดอกเบี้ยแล้วต้องไม่เกิน 15% ต่อปีของราคาขายฝาก และเงินหรือประโยชน์ที่ผู้ซื้อฝากรับไปแล้วต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของสินไถ่ที่ชำระแล้ว
ลองดูตัวเลขจริง สมมติราคาขายฝาก 2,000,000 บาท ส่วนเพิ่มที่ตกลงกันคือ 0.75% ต่อเดือน และขยายเวลาออกไปอีก 12 เดือน
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| ส่วนเพิ่มต่อเดือน | 15,000 บาท |
| ส่วนเพิ่มรวมตลอดเวลาที่ขยาย 12 เดือน | 180,000 บาท |
| เพดานส่วนเพิ่มสูงสุดต่อปีตามกฎหมาย (15%) | 300,000 บาท |
สิ่งที่ต้องทำคือแปลงทุกข้อเสนอให้เป็นจำนวนเงินต่อเดือนและต่อปีก่อนเสมอ แล้วเทียบกับเพดาน ข้อเสนอที่ฟังดูไม่มาก เช่น คิดเพิ่มเป็นรายเดือนแบบทบไปเรื่อย ๆ อาจเกินเพดานเมื่อคิดเป็นทั้งปี วิธีแปลงอัตราและตัวอย่างการคำนวณอยู่ที่ ดอกเบี้ยขายฝาก
- ขอเอกสารขยายเวลาที่ระบุสินไถ่ใหม่เป็นจำนวนเงินชัดเจน ไม่ใช่เขียนว่าตามที่ตกลงกัน
- ตรวจว่าเงินที่คุณชำระไปแล้วทุกงวดถูกนำมาหักออก ไม่ใช่ถูกตัดทิ้งเมื่อเริ่มรอบใหม่
- ระวังการบวกค่าดำเนินการ ค่าติดตาม หรือค่าปรับที่ไม่เคยอยู่ในสัญญาเดิม ให้ขอที่มาของทุกรายการเป็นหนังสือ
- อย่าเซ็นเอกสารเปล่า เอกสารที่เว้นช่องว่าง หรือใบมอบอำนาจที่ไม่ระบุขอบเขตการใช้
- ถ้าถูกเร่งให้เซ็นวันนี้เดี๋ยวนี้ ให้ถือว่าเป็นเหตุผลที่จะต้องชะลอ ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องรีบ
ถ้าผู้ซื้อฝากไม่ยอมขยายเวลา ยังมีทางเลือกอะไร
เมื่ออีกฝ่ายปฏิเสธ สิ่งที่เหลืออยู่คือทางเลือกที่ต้องตัดสินใจด้วยเวลาที่ยังมี ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งมีตัวเลือกมาก ยิ่งรอจนเหลือไม่กี่สัปดาห์ ตัวเลือกจะเหลือน้อยลงและแพงขึ้นเสมอ
- หาแหล่งเงินใหม่มาไถ่ทรัพย์คืน แล้วค่อยพิจารณาว่าจะทำสัญญาใหม่กับใครหรือไม่ต้องทำเลย
- ขายทรัพย์เองในราคาตลาดก่อนครบกำหนด ซึ่งมักได้เงินเหลือมากกว่าปล่อยให้หลุด
- ไถ่บางส่วนไม่ได้ แต่เจรจาชำระส่วนเพิ่มให้เป็นปัจจุบันก่อน เพื่อให้ยอดสินไถ่ในวันไถ่ไม่บวมขึ้นอีก
- ถ้าถึงวันไถ่แล้วอีกฝ่ายไม่ยอมรับไถ่ หรือติดต่อไม่ได้ ยังวางทรัพย์ได้ตามมาตรา 18 และถ้าเหตุนั้นไม่ใช่ความผิดของคุณ วางทรัพย์ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันครบกำหนด
- ถ้าต้องการให้มีคนช่วยเดินเรื่องไถ่ถอนและหาแหล่งเงิน ดูบริการ ไถ่ถอนขายฝาก
ระหว่างที่ยังไถ่ได้ สิทธิของคุณยังอยู่ครบ มาตรา 12 ให้ผู้ขายฝากครอบครอง ใช้สอย และได้ดอกผลจากทรัพย์เพื่อเกษตรกรรม หรืออยู่อาศัยจนถึงวันหมดสิทธิไถ่โดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน แต่ต้องรักษาทรัพย์อย่างวิญญูชน และมาตรา 16 ห้ามผู้ซื้อฝากก่อภาระใดเหนือทรัพย์ที่กระทบสิทธิของคุณ ใครมาบอกให้ย้ายออกก่อนหมดสิทธิไถ่ จึงควรตรวจสอบสิทธิของคุณก่อนยอมทำตาม
รายการตรวจก่อนเซ็นเอกสารขยายเวลา
- เวลารวมทั้งหมดยังไม่เกิน 10 ปีตามมาตรา 10 และกำหนดเวลาไถ่ไม่ต่ำกว่า 1 ปี
- วันครบกำหนดใหม่เขียนเป็นวันที่ชัดเจน ไม่ใช่เขียนว่าอีกกี่เดือนนับจากวันที่ตกลง
- จำนวนสินไถ่ใหม่ระบุเป็นตัวเลข พร้อมรายการหักเงินที่ชำระไปแล้วทีละงวด
- ไม่มีข้อความให้คุณสละสิทธิไถ่ สละสิทธิครอบครอง หรือยินยอมให้ยึดทรัพย์ทันทีเมื่อผิดนัด
- ชื่อผู้ซื้อฝากในเอกสารตรงกับชื่อในสัญญาเดิมและในโฉนด ไม่ใช่ชื่อนายหน้าหรือบุคคลอื่น
- มีคู่ฉบับให้คุณเก็บ และมีการนัดหมายวันไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินระบุไว้
ถ้ามีข้อใดตอบไม่ได้ ให้เลื่อนการเซ็นออกไปก่อน การเซ็นช้าหนึ่งวันแก้ไขได้ แต่การเซ็นเอกสารที่เสียเปรียบแล้วจดทะเบียนไปแล้ว แก้กลับยากกว่ามาก ข้อตกลงใดที่ขัดกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 6 แต่การพิสูจน์ภายหลังก็ยังกินเวลาและกำลังใจของคุณอยู่ดี
สรุปสิ่งที่ต้องจำเรื่องขยายเวลาขายฝาก
ขยายเวลาไถ่ทำได้จริงตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่สิทธิฝ่ายเดียว ต้องมีความยินยอมของผู้ซื้อฝาก เวลาทั้งหมดรวมกันต้องไม่เกิน 10 ปี และกำหนดเวลาไถ่ต้องไม่ต่ำกว่า 1 ปี ตามมาตรา 10
สิ่งที่ทำให้การขยายเวลามีค่าจริงคือหลักฐานที่ถูกต้องและการจดทะเบียน ไม่ใช่คำพูดที่ฟังดูใจดี และสิ่งที่ทำให้คุณไม่ต้องขอขยายเวลาแบบจนตรอกคือการเริ่มนับถอยหลังตั้งแต่ก่อนครบกำหนดหลายเดือน ถ้าสถานการณ์เลยจุดนั้นมาแล้ว ให้อ่าน ครบกำหนดแล้วยังไม่มีเงินไถ่ เพื่อดูว่าเวลาที่เหลือจริง ๆ ยังมีเท่าไร และควรทำอะไรก่อนเป็นลำดับแรก
คำถามที่พบบ่อย
ขายฝากต่ออายุได้ไหม ถ้าครบกำหนดแล้วยังหาเงินไม่ทัน?
ขยายเวลาไถ่ได้ตามมาตรา 10 แต่ตัวบทเขียนไว้เพียงว่าขยายได้ภายในเพดานเวลา ไม่ได้กำหนดให้ผู้ซื้อฝากต้องยอมขยาย จึงต้องตกลงกันทั้งสองฝ่าย และเมื่อรวมกับสัญญาเดิมแล้วต้องไม่เกิน 10 ปี จึงควรเริ่มคุยก่อนครบกำหนด ไม่ใช่หลังเลยวัน ถ้าเลยกำหนดไปแล้ว ให้อ่านทางเลือกที่เหลือใน ครบกำหนดแล้วยังไม่มีเงินไถ่
ขยายเวลาขายฝากได้สูงสุดกี่ปี นับอย่างไร?
นับรวมทั้งหมด ไม่ใช่นับใหม่ทุกครั้งที่ขยาย ถ้าสัญญาเดิมกำหนดเวลาไถ่ไว้แล้วบวกกับเวลาที่ขยายทุกครั้ง ยอดรวมต้องไม่เกิน 10 ปี และกำหนดเวลาไถ่ตามสัญญาต้องไม่ต่ำกว่า 1 ปีด้วย
ต่อสัญญาขายฝากด้วยการคุยทางโทรศัพท์หรือแชต ใช้ได้ไหม?
ไม่ปลอดภัย เพราะสัญญาขายฝากเองต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนจึงจะไม่เป็นโมฆะตามมาตรา 7 ข้อตกลงที่อยู่แต่ในแชตจึงเสี่ยงที่จะพิสูจน์ไม่ได้ในภายหลัง วิธีปฏิบัติและเอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนขยายเวลา ให้ตรวจสอบเป็นรายกรณีกับสำนักงานที่ดินที่รับจดทะเบียนสัญญาเดิม
ผู้ซื้อฝากยอมขยายเวลา แต่ขอขึ้นสินไถ่ด้วย ทำได้หรือไม่?
ขอได้ แต่ส่วนเพิ่มเมื่อคำนวณเป็นดอกเบี้ยแล้วต้องไม่เกิน 15% ต่อปีของราคาขายฝากตามมาตรา 8 และเงินที่คุณชำระไประหว่างสัญญาต้องถูกนำมาหักออกจากสินไถ่ ขอรายการคำนวณเป็นหนังสือทุกครั้ง เทียบวิธีตรวจได้ที่ ดอกเบี้ยขายฝาก
ถ้าผู้ซื้อฝากไม่ยอมขยายเวลาเลย ต้องทำอย่างไร?
มีทางเลือกหลักคือหาเงินมาไถ่ให้ทัน หาแหล่งเงินใหม่มาไถ่แล้วทำสัญญาใหม่ หรือขายทรัพย์เองก่อนครบกำหนด และถ้าถึงวันไถ่แล้วผู้ซื้อฝากไม่ยอมรับไถ่หรือติดต่อไม่ได้ ยังวางทรัพย์ได้ตามมาตรา 18 อ่านขั้นตอนที่ วางทรัพย์เมื่อไถ่ไม่ได้
ปรับปรุงข้อมูล 16 กันยายน 2569 · ข้อมูลทั่วไป ข้อเท็จจริงและสัญญาแต่ละรายอาจต่างกัน ควรตรวจสอบก่อนลงนาม
