ชัดเจน · ขายฝากบ้านและที่ดิน รับทั่วประเทศ · LINE @311chlem
ชัดเจน / เรื่องควรรู้

สินไถ่คืออะไร คิดอย่างไร และเกินเท่าไรจึงผิดกฎหมาย

สินไถ่คือจำนวนเงินที่ต้องจ่ายเพื่อได้บ้านหรือที่ดินคืนจากการขายฝาก อธิบายวิธีคิดทีละขั้น เพดานส่วนเพิ่มไม่เกิน 15% ต่อปี และเงินที่จ่ายไปแล้วซึ่งต้องนำมาหักออก

สินไถ่คืออะไร?

สินไถ่คือจำนวนเงินที่ผู้ขายฝากต้องชำระเพื่อไถ่ทรัพย์คืน ประกอบด้วยราคาขายฝากที่รับไปในวันจดทะเบียน บวกส่วนเพิ่มที่ตกลงกัน กฎหมายยอมให้สินไถ่สูงกว่าราคาขายฝากได้ แต่เมื่อคำนวณเป็นดอกเบี้ยแล้วต้องไม่เกิน 15% ต่อปี และเงินหรือประโยชน์ที่ผู้ซื้อฝากรับไปแล้วระหว่างสัญญา ต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของสินไถ่ที่ชำระแล้ว (มาตรา 8)

ปรับปรุงข้อมูล · ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะกรณี

สินไถ่คืออะไร

สินไถ่คือจำนวนเงินที่ผู้ขายฝากต้องชำระให้ผู้ซื้อฝาก เพื่อให้กรรมสิทธิ์ในบ้านหรือที่ดินกลับมาเป็นของตนเอง เป็นคนละจำนวนกับ "ราคาขายฝาก" ซึ่งเป็นเงินก้อนที่ได้รับในวันจดทะเบียน หลายคนเข้าใจว่าจ่ายคืนเท่ากับที่รับมา แล้วไปเจอยอดจริงที่สูงกว่าในวันใกล้ครบกำหนด

การขายฝากต่างจากการกู้ยืมตรงที่กรรมสิทธิ์โอนไปเป็นของผู้ซื้อฝากตั้งแต่วันจดทะเบียน สิ่งที่ผู้ขายฝากเหลืออยู่คือ "สิทธิไถ่" ภายในกำหนดเวลา การชำระสินไถ่ให้ครบจึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้กรรมสิทธิ์กลับมา ไม่ใช่แค่การปิดหนี้ก้อนหนึ่ง ถ้าเข้าใจผิดเรื่องยอดเงิน ผลที่ตามมาอาจหนักกว่าการผิดนัดชำระหนี้ทั่วไป

มาตรา 7 กำหนดให้สัญญาขายฝากต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ ในทางปฏิบัติควรตรวจว่าทั้งราคาขายฝากและสินไถ่ปรากฏชัดในสัญญาที่จดทะเบียน ถ้ามีตัวเลขที่ตกลงกันด้วยวาจาหรือเขียนไว้ในเอกสารนอกสัญญา ผลผูกพันของตัวเลขนั้นต้องตรวจสอบเป็นรายกรณี

ราคาขายฝาก

เงินที่คุณได้รับในวันจดทะเบียน ตัวอย่างนี้ใช้ 2,000,000 บาท

สินไถ่

เงินที่คุณต้องจ่ายเพื่อรับทรัพย์คืน = ราคาขายฝาก + ส่วนเพิ่ม − สิ่งที่ชำระไปแล้ว

เพดานตามกฎหมาย ส่วนเพิ่มไม่เกิน 15% ต่อปี

มาตรา 8 ของ พ.ร.บ. คุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2562 ยอมให้กำหนดสินไถ่สูงกว่าราคาขายฝากได้ แต่เมื่อคำนวณเป็นดอกเบี้ยแล้วต้องไม่เกิน 15% ต่อปี เพดานนี้คิดจากราคาขายฝาก ไม่ใช่จากราคาประเมินหรือราคาตลาดของทรัพย์

ตามมาตรา 6 พ.ร.บ. ฉบับนี้ใช้กับการขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย และผู้ขายฝากต้องเป็นบุคคลธรรมดา ถ้าเข้าเงื่อนไขแล้ว ข้อตกลงใดที่ขัดกับกฎหมายนี้เป็นโมฆะ คู่สัญญาจะตกลงยกเว้นกันเองไม่ได้ อ่านต่อที่ ข้อสัญญาที่เป็นโมฆะ

ราคาขายฝากส่วนเพิ่มสูงสุดต่อปี (15%)สินไถ่สูงสุดเมื่อครบ 1 ปี
500,000 บาท75,000 บาท575,000 บาท
1,000,000 บาท150,000 บาท1,150,000 บาท
2,000,000 บาท300,000 บาท2,300,000 บาท
5,000,000 บาท750,000 บาท5,750,000 บาท

ตารางนี้คือเพดานสูงสุดที่กฎหมายยอมให้ ไม่ใช่อัตราที่ควรยอมรับโดยอัตโนมัติ ควรเปรียบเทียบข้อเสนอหลายรายก่อนตัดสินใจ ถ้ามีคนเสนอเกินเพดาน ให้ถือเป็นสัญญาณอันตรายทันที

ใครต้องแจ้งยอดสินไถ่ และแจ้งเมื่อไร

มาตรา 17 กำหนดให้ผู้ซื้อฝากต้องแจ้งกำหนดเวลาไถ่และจำนวนสินไถ่ให้ผู้ขายฝากทราบเป็นหนังสือ ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ พร้อมสำเนาสัญญาขายฝาก ล่วงหน้าก่อนครบกำหนดไถ่ภายในช่วง 3–6 เดือน (ไม่เร็วกว่าและไม่ช้ากว่าช่วงนี้) หนังสือฉบับนี้จึงเป็นเอกสารแรกที่ควรใช้ตรวจยอดสินไถ่ของคุณ

ถ้าผู้ซื้อฝากไม่แจ้งตามนี้ ผู้ขายฝากยังไถ่ได้อีก 6 เดือนนับแต่วันครบกำหนด อย่างไรก็ดี อย่าใช้ช่วงเวลานี้เป็นแผนหลัก ควรขอยอดและเตรียมเงินให้พร้อมก่อนวันครบกำหนดเสมอ รายละเอียดการตรวจหนังสือแจ้งอยู่ใน หนังสือแจ้งกำหนดไถ่

วิธีคิดสินไถ่ทีละขั้น

  1. ตั้งต้นจากราคาขายฝากในสัญญา ไม่ใช่ยอดที่ได้รับสุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย และไม่ใช่ราคาประเมินของทรัพย์
  2. คิดส่วนเพิ่มตามที่สัญญากำหนด ดูว่าสัญญาระบุส่วนเพิ่มเป็นก้อนเดียวหรือเป็นอัตราต่อเดือน แล้วตรวจว่าเมื่อคิดเป็นต่อปีไม่เกินเพดาน
  3. หักทุกบาทที่ชำระไปแล้ว ทั้งส่วนเพิ่มรายเดือนและเงินต้นบางส่วนที่โอนคืนระหว่างสัญญา ตามมาตรา 8
  4. เตรียมค่าธรรมเนียมวันไถ่ถอนแยกต่างหาก ค่าธรรมเนียมและภาษีที่สำนักงานที่ดินเป็นเงินคนละก้อนกับสินไถ่ แต่ต้องเตรียมในวันเดียวกัน

ตัวอย่างตัวเลขที่จับต้องได้

สมมติราคาขายฝาก 2,000,000 บาท ตกลงส่วนเพิ่ม 0.75% ต่อเดือน (เท่ากับ 9% ต่อปี ซึ่งอยู่ใต้เพดาน 15%) ระยะเวลาไถ่ 1 ปี ซึ่งเป็นระยะสั้นที่สุดที่กฎหมายยอมให้

กรณีชำระระหว่างสัญญายอดสินไถ่คงเหลือวันครบกำหนด
ชำระส่วนเพิ่มครบทุกเดือน15,000 บาท × 12 = 180,000 บาท2,000,000 บาท
ชำระบางส่วน 6 เดือน15,000 บาท × 6 = 90,000 บาท2,090,000 บาท
ไม่ได้ชำระเลยระหว่างสัญญา0 บาท2,180,000 บาท

เห็นได้ว่าการชำระส่วนเพิ่มทุกเดือนทำให้ยอดในวันไถ่เท่ากับราคาขายฝากพอดี ส่วนการปล่อยค้างไว้ทำให้ต้องหาเงินเพิ่มอีก 180,000 บาทในวันเดียว ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติ ยอดจริงขึ้นกับสัญญาของคุณ ลองปรับตัวเลขของคุณเองได้ที่ ค่าใช้จ่ายและเงินรับสุทธิ

เงินที่จ่ายไปแล้วต้องถูกนำมาหัก

ประโยคสำคัญที่สุดในมาตรา 8 คือ เงินหรือประโยชน์ที่ผู้ซื้อฝากได้รับไปแล้ว ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสินไถ่ที่ชำระแล้ว แปลว่าทุกงวดที่คุณโอนไประหว่างสัญญาต้องไปลดยอดสินไถ่ ไม่ใช่เงินที่หายไปเฉย ๆ

จุดที่มักโต้แย้งกันคือหลักฐาน ถ้าฝ่ายผู้ขายฝากพิสูจน์ไม่ได้ว่าจ่ายอะไรไปบ้าง การขอให้หักยอดก็ทำได้ยาก สิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันแรก

  • โอนผ่านบัญชีธนาคารเสมอ อย่าจ่ายเงินสดโดยไม่มีใบรับ
  • โอนเข้าบัญชีชื่อเดียวกับผู้ซื้อฝากในสัญญา ไม่ใช่บัญชีนายหน้าหรือบุคคลอื่น
  • ระบุในสลิปหรือบันทึกช่วยจำว่าเป็นงวดของเดือนใด
  • เก็บไฟล์สลิปทั้งหมดไว้ในที่เดียว และขอสรุปยอดคงเหลือเป็นหนังสืออย่างน้อยปีละครั้ง

สินไถ่เมื่อไถ่ก่อนกำหนด

มาตรา 10 ให้ผู้ขายฝากไถ่ก่อนครบกำหนดได้ โดยส่วนเพิ่มของสินไถ่ต้องลดลงตามสัดส่วนของเวลาที่ลดลง ส่วนผู้ซื้อฝากเรียกค่าเสียโอกาสได้ไม่เกิน 2% ต่อปีของราคาขายฝาก ตามระยะเวลาที่เหลืออยู่เท่านั้น

ต่อจากตัวอย่างเดิม สมมติคุณยังไม่ได้ชำระส่วนเพิ่มเลย และไถ่เมื่อผ่านไป 8 เดือน เหลือเวลาอีก 4 เดือน

รายการวิธีคิดจำนวน
ราคาขายฝากตามสัญญา2,000,000 บาท
ส่วนเพิ่มตามสัดส่วนเวลา2,000,000 × 9% × 8/12120,000 บาท
ค่าเสียโอกาสสูงสุด2,000,000 × 2% × 4/1213,333 บาท
ยอดสูงสุดที่อาจต้องชำระรวมสามบรรทัดบน2,133,333 บาท

เทียบกับการรอจนครบ 12 เดือนซึ่งต้องจ่าย 2,180,000 บาท การไถ่ก่อนกำหนดในตัวอย่างนี้ประหยัดได้ประมาณ 46,667 บาท ค่าเสียโอกาสเป็นเพดาน ไม่ใช่ยอดที่ต้องเรียกเสมอ รายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ใน ไถ่ก่อนกำหนด

สินไถ่กับค่าธรรมเนียมวันไถ่ถอน แยกกันอย่างไร

ในวันจดทะเบียนไถ่ถอน มีเงินอย่างน้อยสองก้อนที่ต้องแยกให้ออก ก้อนแรกคือสินไถ่ ซึ่งจ่ายให้ผู้ซื้อฝากเพื่อให้กรรมสิทธิ์กลับมา ก้อนที่สองคือค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกี่ยวกับการจดทะเบียน ซึ่งชำระที่สำนักงานที่ดิน เงินก้อนที่สองไม่ได้ไปลดยอดสินไถ่ และสินไถ่ก็ไม่ได้รวมค่าธรรมเนียมไว้ให้

สินไถ่

จ่ายให้ผู้ซื้อฝาก คิดจากราคาขายฝาก บวกส่วนเพิ่ม หักเงินที่ชำระไปแล้ว มีเพดานตามมาตรา 8

ค่าธรรมเนียมและภาษี

ชำระที่สำนักงานที่ดิน จำนวนต่างกันตามประเภททรัพย์และข้อเท็จจริงของแต่ละแปลง ต้องสอบถามยอดจริงเป็นรายกรณี

ฝ่ายใดเป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียมวันไถ่ถอน ให้ดูจากข้อตกลงในสัญญาและสอบถามสำนักงานที่ดินที่รับจดทะเบียนไว้ล่วงหน้า ถ้าผู้ซื้อฝากขอให้โอนเงินเพิ่มโดยบอกว่าเป็น "ค่าดำเนินการ" ให้ขอรายการเป็นหนังสือว่าเป็นค่าอะไร และตรวจว่าอยู่ในสัญญาหรือไม่ ก่อนโอนทุกครั้ง

ถ้ามีเจ้าของร่วม ใครต้องจ่ายสินไถ่

บ้านหรือที่ดินหลายแปลงมีชื่อเจ้าของมากกว่าหนึ่งคน เช่น คู่สมรสหรือพี่น้องที่รับมรดกร่วมกัน เมื่อขายฝากทรัพย์ลักษณะนี้ ผู้ถือกรรมสิทธิ์ทุกคนที่ลงชื่อขายฝากจะเป็นฝ่ายผู้ขายฝากในสัญญา คำถามว่าใครต้องจ่ายสินไถ่ส่วนใด และคนหนึ่งไถ่แทนคนอื่นได้หรือไม่ ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปในมาตราที่สรุปไว้ในหน้านี้ จึงต้องตรวจสอบเป็นรายกรณีจากสัญญาและกับสำนักงานที่ดิน

สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนคือตกลงกันเองระหว่างเจ้าของร่วมให้ชัดเป็นหนังสือ ตัวอย่างเช่น ถ้าสินไถ่เมื่อครบกำหนดคือ 2,180,000 บาท และเจ้าของสองคนตกลงแบ่งภาระเท่ากัน แต่ละคนต้องเตรียมคนละ 1,090,000 บาท ข้อตกลงภายในนี้ไม่ได้เปลี่ยนยอดที่ต้องชำระให้ผู้ซื้อฝาก แต่ช่วยลดการโต้แย้งกันเองในวันไถ่

  • ตกลงให้ชัดว่าใครรับเงินจากการขายฝากไปเท่าไร และใครรับภาระส่วนเพิ่มรายเดือน
  • ตกลงบัญชีที่ใช้โอนชำระ และให้ทุกคนเห็นสลิปทุกงวด
  • ตกลงล่วงหน้าว่าถ้าคนหนึ่งไม่มีเงินส่วนของตน อีกคนจะทำอย่างไร
  • ถ้ามีเจ้าของร่วมเสียชีวิตหรือทรัพย์อยู่ระหว่างจัดการมรดก ให้ปรึกษาผู้รู้กฎหมายก่อนถึงกำหนดไถ่

ก่อนไปไถ่ ขอสามอย่างนี้เป็นหนังสือ

  1. ยอดสินไถ่ ณ วันที่จะไถ่จริง ระบุวันที่ชัดเจน เพราะยอดอาจเปลี่ยนตามระยะเวลาและงวดที่ชำระ
  2. รายการหักเงินที่ชำระไปแล้ว ให้แสดงทีละงวด เทียบกับสลิปของคุณได้
  3. วันและสำนักงานที่ดินที่จะนัดจดทะเบียนไถ่ถอน เพื่อให้เตรียมเงินและเอกสารได้ทัน

ถ้าผู้ซื้อฝากไม่ยอมแจ้งยอด ไม่ยอมรับไถ่ หรือติดต่อไม่ได้ คุณยังมีทางออกตามมาตรา 18 คือวางทรัพย์ต่อสำนักงานวางทรัพย์ สำนักงานที่ดินจังหวัด หรือสำนักงานที่ดินที่รับจดทะเบียน และถ้าไถ่ไม่ได้เพราะเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของคุณ ยังวางทรัพย์ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันครบกำหนด อ่านขั้นตอนที่ วางทรัพย์เมื่อไถ่ไม่ได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • คิดสินไถ่จากยอดเงินที่ได้รับสุทธิ ทั้งที่กฎหมายและสัญญาคิดจากราคาขายฝากเต็มจำนวน
  • ตกลงส่วนเพิ่มด้วยวาจาแล้วไม่ได้เขียนลงในสัญญาที่จดทะเบียน ทำให้พิสูจน์ได้ยากภายหลัง
  • จ่ายรายเดือนเป็นเงินสดโดยไม่มีหลักฐาน แล้วถูกนับว่ายังไม่ได้ชำระ
  • รอจนใกล้ครบกำหนดค่อยขอยอด ทำให้ไม่มีเวลาโต้แย้งถ้าตัวเลขไม่ตรง
  • เข้าใจว่าค่าธรรมเนียมวันไถ่ถอนรวมอยู่ในสินไถ่แล้ว จึงเตรียมเงินไม่พอในวันนัด
  • เจ้าของร่วมไม่ได้ตกลงกันเรื่องการแบ่งภาระ แล้วมาขัดแย้งกันเองเมื่อใกล้ครบกำหนด

ถ้ากำลังใกล้ครบกำหนดและยังหาเงินไถ่ไม่ทัน อย่าปล่อยให้เลยวัน อ่านทางเลือกที่ ครบกำหนดแล้วยังไม่มีเงินไถ่ หรือดูบริการ ไถ่ถอนขายฝาก

คำถามที่พบบ่อย

สินไถ่กับราคาขายฝาก ต่างกันอย่างไร?

ราคาขายฝากคือเงินที่คุณได้รับในวันจดทะเบียน ส่วนสินไถ่คือเงินที่คุณต้องจ่ายคืนเพื่อรับกรรมสิทธิ์กลับมา สินไถ่จึงสูงกว่าราคาขายฝากได้ตามส่วนเพิ่มที่ตกลงกัน ควรให้ทั้งสองจำนวนปรากฏชัดในสัญญาที่จดทะเบียน

สินไถ่สูงกว่าราคาขายฝากได้กี่เปอร์เซ็นต์?

สำหรับสัญญาที่อยู่ใต้ พ.ร.บ. 2562 ส่วนเพิ่มเมื่อคำนวณเป็นดอกเบี้ยแล้วต้องไม่เกิน 15% ต่อปี (มาตรา 8) และข้อตกลงที่ขัดกับ พ.ร.บ. เป็นโมฆะ (มาตรา 6) ผลต่อยอดที่ต้องชำระจริงในแต่ละสัญญาต้องตรวจสอบเป็นรายกรณี ดูวิธีตรวจใน ดอกเบี้ยขายฝาก

จ่ายดอกเบี้ยรายเดือนมาตลอด ต้องจ่ายสินไถ่เต็มจำนวนอีกไหม?

ไม่ต้องจ่ายซ้ำ กฎหมายกำหนดว่าเงินหรือประโยชน์ที่ผู้ซื้อฝากได้รับไปแล้ว ถือเป็นส่วนหนึ่งของสินไถ่ที่ชำระแล้ว ถ้าสัญญากำหนดส่วนเพิ่มเป็นรายเดือนและคุณชำระครบทุกงวด ยอดที่เหลือในวันไถ่จะเท่ากับราคาขายฝาก จึงต้องเก็บหลักฐานการโอนทุกครั้ง

ผู้ซื้อฝากแจ้งยอดสินไถ่สูงกว่าที่คำนวณเอง ทำอย่างไร?

ขอให้แจ้งเป็นหนังสือพร้อมรายการคำนวณ แล้วเทียบกับสัญญาที่จดทะเบียนและหลักฐานการชำระของคุณ ถ้ายังตกลงกันไม่ได้และใกล้ครบกำหนด สามารถวางทรัพย์ตามมาตรา 18 ได้ อ่าน การวางทรัพย์

แหล่งข้อมูล: สรุปสาระสำคัญ พ.ร.บ.คุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2562 (กระทรวงพาณิชย์)
ปรับปรุงข้อมูล 16 กันยายน 2569 · ข้อมูลทั่วไป ข้อเท็จจริงและสัญญาแต่ละรายอาจต่างกัน ควรตรวจสอบก่อนลงนาม
คำนวณเงินสุทธิเตรียมข้อมูลประเมิน