ชัดเจน · ขายฝากบ้านและที่ดิน รับทั่วประเทศ · LINE @311chlem
ชัดเจน / เรื่องควรรู้

ขายฝากเป็นทุนธุรกิจ เงินทุนหมุนเวียนจากบ้าน ต้องคิดอะไรก่อน

ก่อนเอาโฉนดไปหาทุนทำธุรกิจ ให้เทียบส่วนเพิ่มรายเดือนกับกำไรจริง วางเงินไถ่แยกไว้ ดูว่าบ้านที่เปิดร้านยังเข้ามาตรา 4 ไหม และรู้ว่าทรัพย์ชื่อบริษัทไม่อยู่ใต้ พ.ร.บ. 2562

เอาบ้านหรือที่ดินไปขายฝากเป็นทุนธุรกิจ คุ้มไหม?

คุ้มหรือไม่ขึ้นกับตัวเลขของกิจการคุณเอง ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน วิธีดูคือเอากำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นต่อเดือนจากเงินทุนก้อนนี้ มาเทียบกับสองก้อนที่ต้องจ่าย คือส่วนเพิ่มรายเดือน และเงินที่ต้องเก็บไว้ไถ่คืนเมื่อครบกำหนด ถ้ากำไรพอจ่ายส่วนเพิ่มแต่ไม่พอเก็บเงินไถ่ คุณต้องมีแหล่งเงินอื่นมาไถ่ ถ้าบ้านที่ขายฝากใช้ทั้งอยู่อาศัยและเปิดร้าน มาตรา 4 ยังนับเป็นที่อยู่อาศัยได้ และสัญญาอาจอยู่ใต้ พ.ร.บ. 2562 ที่จำกัดส่วนเพิ่มไม่เกิน 15% ต่อปี แต่ถ้าทรัพย์อยู่ในชื่อบริษัท มาตรา 6 ให้ใช้เฉพาะผู้ขายฝากที่เป็นบุคคลธรรมดา

ปรับปรุงข้อมูล · ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะกรณี

ขายฝากเป็นทุนธุรกิจ คืออะไร

เจ้าของกิจการหลายคนมีบ้านหรือที่ดินปลอดภาระ แต่ขาดเงินสดซื้อสินค้าหรือขยายร้าน การขายฝากเปลี่ยนมูลค่าทรัพย์เป็นเงินก้อนโดยไม่ต้องขายขาด

ขายฝาก คือการโอนกรรมสิทธิ์ในบ้านหรือที่ดินให้ผู้ซื้อฝากในวันจดทะเบียน แลกกับเงินก้อน แล้วมีสิทธิไถ่คืนภายในเวลาที่ตกลง มาตรา 7 กำหนดให้สัญญาต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ

จุดที่ต่างจากการกู้ทั่วไปคือ กรรมสิทธิ์โอนไปแล้วตั้งแต่วันแรก ถ้าไม่ไถ่ภายในเวลาที่สัญญาและกฎหมายกำหนด มาตรา 19 ให้ผู้ขายฝากส่งมอบการครอบครองทรัพย์ให้ผู้ซื้อฝาก ดังนั้นคำถามแรกไม่ใช่ "ได้วงเงินเท่าไร" แต่คือ "ธุรกิจจะสร้างเงินพอทั้งจ่ายระหว่างทางและไถ่คืนหรือไม่"

ศัพท์สองคำที่ใช้ตลอดบทความ คือ ส่วนเพิ่มสินไถ่ หมายถึงเงินที่จ่ายเกินจากราคาขายฝาก คล้ายดอกเบี้ย และ สินไถ่ หมายถึงยอดรวมที่ต้องชำระเพื่อไถ่ทรัพย์คืน มาตรา 8 กำหนดว่าสินไถ่สูงกว่าราคาขายฝากได้ แต่คำนวณเป็นดอกเบี้ยแล้วต้องไม่เกิน 15% ต่อปี

คำนวณก่อน ส่วนเพิ่มต่อเดือนเทียบกับกำไรที่ธุรกิจทำได้จริง

ตัวเลขที่ต้องใช้ไม่ใช่ยอดขาย แต่คือ กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น เพราะมีเงินทุนก้อนนี้ หมายถึงรายได้ที่เพิ่ม หักต้นทุนสินค้า ค่าแรง ค่าเช่า และค่าใช้จ่ายอื่นที่เพิ่มตามแล้ว เหลือเป็นเงินจริงเท่าไรต่อเดือน

สมมติขายฝาก 1,000,000 บาท ส่วนเพิ่ม 0.75% ต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราเริ่มต้นของชัดเจน (เท่ากับ 9% ต่อปี) ชำระรายเดือน ระยะเวลาไถ่ 24 เดือน

รายการวิธีคิดจำนวน
ส่วนเพิ่มต่อเดือน1,000,000 × 0.75%7,500 บาท
ส่วนเพิ่มรวม 24 เดือน7,500 × 24180,000 บาท
เงินที่ต้องเก็บไว้ไถ่ต่อเดือน1,000,000 ÷ 2441,667 บาท
ธุรกิจต้องสร้างเงินต่อเดือนส่วนเพิ่ม + เงินเก็บไถ่49,167 บาท
เพดานส่วนเพิ่มต่อเดือนตามมาตรา 81,000,000 × 15% ÷ 1212,500 บาท
ค่าประเมินและค่าบริการเริ่มต้น1,000,000 × 1.5%15,000 บาท

แถวที่สำคัญที่สุดคือ "ธุรกิจต้องสร้างเงินต่อเดือน" ถ้าจะให้กิจการไถ่ทรัพย์คืนด้วยกำไรของตัวเองทั้งหมด ตัวอย่างนี้ต้องได้กำไรเพิ่มราว 49,167 บาททุกเดือน ไม่ใช่แค่ 7,500 บาท

เงินที่ได้รับจริงจะน้อยกว่า 1,000,000 บาท เพราะมีค่าประเมินและค่าบริการ รวมถึงค่าธรรมเนียมกับภาษีที่สำนักงานที่ดิน ซึ่งต้องสอบถามยอดจริงเป็นรายกรณี ลองใส่ตัวเลขของคุณที่ ค่าใช้จ่ายและเงินรับสุทธิ และอ่านวิธีตรวจอัตราที่ ดอกเบี้ยขายฝาก

เงินทุนหมุนเวียนจากบ้านต้องจ่ายสองก้อน ส่วนเพิ่มและเงินไถ่

ส่วนเพิ่มเป็นแค่ค่าใช้เงิน ตัวเงินต้นยังต้องหามาคืนในวันไถ่ ตารางนี้เทียบกำไรที่เพิ่มขึ้นสามระดับกับตัวอย่างเดิม

กำไรสุทธิที่เพิ่มต่อเดือนเหลือหลังจ่ายส่วนเพิ่มถ้าเก็บส่วนที่เหลือครบ 24 เดือน
5,000 บาทติดลบ 2,500 บาทติดลบเดือนละ 2,500 บาท ต้องควักเงินอื่นมาจ่ายส่วนเพิ่ม
20,000 บาท12,500 บาทเก็บได้ 300,000 บาท ยังขาด 700,000 บาท
60,000 บาท52,500 บาทเก็บได้ 1,260,000 บาท พอไถ่

ระดับแรก เงินทุนไม่ได้ทำกำไรพอแม้แต่ค่าส่วนเพิ่ม ธุรกิจเล็กลงทุกเดือน ระดับที่สอง จ่ายส่วนเพิ่มได้สบาย แต่วันครบกำหนดยังขาดเงินไถ่ก้อนใหญ่ ระดับที่สาม กำไรพอทั้งสองก้อน นี่คือภาพที่ควรเห็นในแผนก่อนลงนาม

ถ้าอยู่ระดับที่สอง ต้องตอบให้ได้ว่าเงินไถ่ส่วนที่ขาดมาจากไหน เช่น เงินค้างรับที่มีกำหนดชัด หรือทรัพย์อื่นที่ตั้งใจขาย แค่ "ยอดขายน่าจะดีขึ้น" ยังไม่พอ

  • แยกบัญชีเงินเก็บไถ่ออกจากบัญชีหมุนเวียนของร้าน เพื่อไม่ให้ถูกหยิบไปใช้ระหว่างทาง
  • ทำตารางรายเดือนว่าเก็บได้จริงเท่าไร เทียบกับแผนทุกสิ้นเดือน
  • เผื่อเดือนที่ขายไม่ได้ เช่น ช่วงหน้าฝนหรือช่วงลูกค้าจ่ายช้า
  • จดวันครบกำหนดไถ่เองในปฏิทิน อย่ารอหนังสือแจ้งเพียงอย่างเดียว

มาตรา 17 กำหนดให้ผู้ซื้อฝากส่งหนังสือแจ้งกำหนดไถ่และจำนวนสินไถ่ล่วงหน้า 3–6 เดือน ถ้าไม่แจ้ง ผู้ขายฝากไถ่ได้อีก 6 เดือนนับแต่วันครบกำหนด แต่การวางแผนเงินของธุรกิจควรเริ่มตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่วันที่ได้รับจดหมาย

บ้านที่อยู่อาศัยและใช้เปิดร้านด้วย มาตรา 4 ยังนับเป็นที่อยู่อาศัย

หลายกิจการใช้บ้านตัวเองเป็นร้าน เช่น ชั้นล่างขายของ ชั้นบนนอน คำถามคือบ้านแบบนี้ยังได้รับความคุ้มครองไหม

มาตรา 4 นิยาม "ที่อยู่อาศัย" ว่าคืออาคารหรือสิ่งปลูกสร้างและหรือที่ดินที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย หรือที่เกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจการงานด้วยหรือไม่ก็ตาม การเปิดร้านในบ้านจึงไม่ได้ทำให้บ้านหลุดจากนิยามโดยอัตโนมัติ ตราบที่บ้านนั้นยังใช้เป็นที่อยู่อาศัย

มาตรา 6 เพิ่มเงื่อนไขว่าผู้ขายฝากต้องเป็นบุคคลธรรมดา และการดูว่าเป็นการขายฝากที่อยู่อาศัยหรือไม่ ให้ดูจากข้อเท็จจริงในขณะขายฝาก ไม่ว่าสัญญาหรือสารบัญจดทะเบียนจะระบุไว้อย่างไร ถ้าเข้าเงื่อนไข มาตรา 12 ให้ผู้ขายฝากครอบครองและใช้สอยทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยต่อได้จนถึงวันหมดสิทธิไถ่ โดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน แต่ต้องรักษาทรัพย์อย่างวิญญูชน

มาตรา 12 เขียนถึงการใช้สอยเพื่อเกษตรกรรมหรือเพื่ออยู่อาศัย ส่วนการใช้พื้นที่ทำร้านต่อระหว่างสัญญาครอบคลุมแค่ไหน กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ชัด ต้องตรวจสอบเป็นรายกรณี ควรตกลงเรื่องนี้เป็นหนังสือให้ชัดก่อนลงนาม และถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาผู้รู้กฎหมาย รายละเอียดกรณีตึกแถวอ่านได้ที่ ขายฝากอาคารพาณิชย์และตึกแถว และเรื่องสิทธิอยู่อาศัยที่ ขายฝากแล้วยังอยู่บ้านได้ไหม

ถ้าทรัพย์อยู่ในชื่อบริษัท ไม่อยู่ใต้ พ.ร.บ. 2562

มาตรา 6 ให้ พ.ร.บ. 2562 ใช้บังคับเฉพาะเมื่อผู้ขายฝากเป็นบุคคลธรรมดา ถ้าผู้ขายฝากคือนิติบุคคล ความคุ้มครองเฉพาะของ พ.ร.บ. นี้จึงไม่ใช้โดยอัตโนมัติ ได้แก่

  • เพดานส่วนเพิ่มสินไถ่ไม่เกิน 15% ต่อปี (มาตรา 8)
  • กรอบระยะเวลาไถ่ 1–10 ปี และสิทธิไถ่ก่อนกำหนด (มาตรา 10)
  • สิทธิครอบครองและใช้สอยทรัพย์ต่อโดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน (มาตรา 12)
  • หน้าที่ของผู้ซื้อฝากในการส่งหนังสือแจ้งกำหนดไถ่ (มาตรา 17)
  • การถือว่าข้อพิพาทเป็นคดีผู้บริโภค (มาตรา 11)

กติกาที่ใช้แทนและผลในแต่ละกรณีต้องตรวจสอบเป็นรายกรณี และควรปรึกษาผู้รู้กฎหมายก่อนลงนาม อ่านเพิ่มที่ ขายฝากที่ดินในชื่อบริษัท

วางแผนไถ่ก่อนกำหนด เมื่อธุรกิจมีเงินตามมาตรา 10

ข้อดีของสัญญาที่อยู่ใต้ พ.ร.บ. 2562 สำหรับเจ้าของกิจการ คือถ้าธุรกิจมีเงินเร็วกว่าที่คิด ไม่ต้องรอครบสัญญา มาตรา 10 ให้ไถ่ก่อนกำหนดได้ โดยส่วนเพิ่มสินไถ่ลดลงตามสัดส่วนของเวลาที่ลดลง

สิ่งที่ผู้ซื้อฝากเรียกเพิ่มได้คือค่าเสียโอกาส ไม่เกิน 2% ต่อปีของราคาขายฝาก คิดตามระยะเวลาที่เหลือก่อนถึงกำหนดเวลาไถ่ สรุปสาระสำคัญ พ.ร.บ.คุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2562 (กระทรวงพาณิชย์)

ต่อจากตัวอย่างเดิม สมมติธุรกิจมีเงินพอในเดือนที่ 12 ของสัญญา 24 เดือน และชำระส่วนเพิ่มครบทุกเดือนมาตลอด เวลาที่เหลือคือ 12 เดือน ส่วนเพิ่มที่ไม่ต้องจ่ายต่อคือ 7,500 × 12 = 90,000 บาท ส่วนค่าเสียโอกาสมีเพดาน 1,000,000 × 2% × 1 ปี = 20,000 บาท ยอดนี้เป็นเพดาน ไม่ใช่ยอดที่ต้องถูกเรียกเสมอ ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่าง ยอดจริงต้องคิดตามสินไถ่และวิธีชำระที่เขียนในสัญญาของคุณ วิธีคิดละเอียดอยู่ที่ ไถ่ขายฝากก่อนกำหนด

อีกเรื่องที่ควรรู้ ถ้าอยากได้สัญญาสั้นมากเพราะมั่นใจว่าเงินจะเข้าเร็ว มาตรา 10 ห้ามกำหนดเวลาไถ่ต่ำกว่า 1 ปีหรือเกิน 10 ปี แต่ถ้าสัญญาเขียนไว้เช่นนั้น สัญญาไม่ได้เป็นโมฆะ กฎหมายให้ถือว่ากำหนดเวลาไถ่เป็น 1 ปีหรือ 10 ปี แล้วแต่กรณี วิธีที่ตรงกว่าคือตั้งระยะเวลาที่เผื่อธุรกิจสะดุดไว้ แล้วไถ่ก่อนเมื่อพร้อม

เมื่อพร้อมไถ่ มาตรา 18 ให้ไถ่ได้โดยชำระสินไถ่ หรือวางทรัพย์ต่อสำนักงานวางทรัพย์ สำนักงานที่ดินจังหวัด หรือสำนักงานที่ดินที่รับจดทะเบียน และกรรมสิทธิ์กลับคืนทันทีที่ชำระหรือวางทรัพย์ ข้อควรรู้คือ ถ้าไถ่ก่อนกำหนดด้วยวิธีวางทรัพย์ มาตรา 10 ให้วางตามจำนวนสินไถ่ที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยไม่ตัดสิทธิคู่กรณีที่จะเรียกร้องส่วนลดหรือค่าเสียโอกาสคืนภายหลัง สรุปสาระสำคัญ พ.ร.บ.คุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2562 (กระทรวงพาณิชย์)

สัญญาณว่าไม่ควรเอาโฉนดไปหาทุนทำธุรกิจ

  • ใช้ปิดขาดทุนซ้ำ ร้านขาดทุนต่อเนื่องหลายเดือน และเงินก้อนนี้จะใช้แค่อุดรูเดิม โดยไม่ได้แก้สาเหตุ
  • ไม่มีแผนรายได้ ตอบไม่ได้ว่าเงินทุนจะสร้างกำไรเพิ่มจากตรงไหน เท่าไร และเมื่อไร
  • กำไรไม่พอแม้แต่ส่วนเพิ่ม ตัวเลขในตารางข้างบนติดลบตั้งแต่เดือนแรก
  • ไม่มีแหล่งเงินไถ่ คิดเรื่องส่วนเพิ่มรายเดือนแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าเงินต้นก้อนใหญ่จะมาจากไหน
  • เป็นทรัพย์เดียวที่ครอบครัวมี ถ้าไถ่ไม่ทัน จะเสียทั้งที่อยู่และที่ทำกินพร้อมกัน
  • ถูกเร่งให้เซ็น หรือถูกขอให้ลงนามเอกสารแยกนอกสัญญา ถ้าข้อตกลงนั้นขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ. มาตรา 6 ให้เป็นโมฆะแม้ทำแยกต่างหาก แต่การถูกขอแบบนี้ก็เป็นสัญญาณให้หยุดอ่านให้ละเอียด

ถ้าเจอข้อใดข้อหนึ่ง ควรหยุดทบทวน บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนรายบุคคล สัญญาณเตือนจากฝั่งผู้ซื้อฝากอ่านได้ที่ สัญญาณอันตรายก่อนขายฝาก

ขั้นตอนเตรียมตัวก่อนขายฝากหาเงินลงทุน

  1. เขียนแผนใช้เงิน เงินทุนจะใช้ซื้ออะไร จ่ายอะไร และจะกลับมาเป็นกำไรเมื่อไร เขียนเป็นตัวเลขรายเดือน
  2. คำนวณสองก้อน ส่วนเพิ่มรายเดือน และเงินที่ต้องเก็บไว้ไถ่ แล้วเทียบกับกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นจริง
  3. ตรวจชื่อในโฉนดและการใช้ทรัพย์ เป็นชื่อบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ใช้เป็นที่อยู่อาศัยไหม ใช้ทำร้านส่วนไหน
  4. เลือกระยะเวลาไถ่ให้เผื่อ ตั้งระยะที่ธุรกิจเก็บเงินไถ่ได้จริง แม้มีเดือนที่ขายไม่ดี และวางแผนไถ่ก่อนกำหนดถ้าเงินเข้าเร็ว
  5. ส่งข้อมูลให้ประเมิน ภาพโฉนดด้านหน้าและด้านหลัง ตำแหน่งทรัพย์ และวงเงินที่ต้องการ ชัดเจนแจ้งผลประเมินเบื้องต้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังได้ข้อมูลครบ กรอบวงเงินทั่วไปอยู่ที่ 50–80% ของมูลค่าทรัพย์ที่ประเมินได้
  6. อ่านข้อเสนอก่อนจดทะเบียน ตรวจวงเงิน อัตรา ระยะเวลาไถ่ ค่าใช้จ่าย เงินรับสุทธิ และข้อความเรื่องการใช้พื้นที่ทำร้าน ก่อนลงนามที่สำนักงานที่ดิน

วงเงินที่ได้ขึ้นกับทรัพย์และผลประเมิน ไม่มีการรับประกันว่าทุกคำขอจะได้รับพิจารณาหรือได้วงเงินเท่ากัน ดูรายละเอียดบริการที่ ขายฝากบ้าน

ข้อดี ข้อเสีย ของการใช้ทรัพย์เป็นทุนธุรกิจ

ข้อดี

ได้เงินก้อนจากมูลค่าทรัพย์โดยไม่ต้องขายขาด ถ้าสัญญาอยู่ใต้ พ.ร.บ. 2562 มีเพดานส่วนเพิ่ม กรอบเวลาไถ่ ไถ่ก่อนกำหนดได้ และยังอยู่อาศัยต่อได้

ข้อเสีย

กรรมสิทธิ์โอนไปตั้งแต่วันจดทะเบียน ส่วนเพิ่มเป็นต้นทุนประจำทุกเดือนไม่ว่าร้านขายได้หรือไม่ และถ้าไม่ไถ่ภายในเวลาที่สัญญาและกฎหมายกำหนด ต้องส่งมอบทรัพย์ให้ผู้ซื้อฝาก

สรุปสั้นที่สุด ขายฝากเป็นทุนธุรกิจเหมาะเมื่อเงินทุนสร้างกำไรที่ตรวจสอบได้ พอทั้งจ่ายส่วนเพิ่มและเก็บเงินไถ่ หรือมีแหล่งเงินไถ่อื่นที่ชัดเจน สรุปสิทธิทั้งหมดตามกฎหมายอยู่ที่ สิทธิและการไถ่คืน ตัวบทอ้างอิง พ.ร.บ.คุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2562 ตัวบทตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนที่ 50 ก (กระทรวงพาณิชย์)

คำถามที่พบบ่อย

ขายฝากเป็นทุนธุรกิจ ต้องมีกำไรเดือนละเท่าไรถึงจะพอ?

ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน ให้คิดจากสัญญาของคุณเอง ตัวอย่างในบทความนี้ ขายฝาก 1,000,000 บาท ส่วนเพิ่ม 0.75% ต่อเดือน ระยะ 24 เดือน ต้องจ่ายส่วนเพิ่มเดือนละ 7,500 บาท และถ้าจะเก็บเงินไถ่จากกำไรอย่างเดียว ต้องเก็บอีกประมาณเดือนละ 41,667 บาท รวมราว 49,167 บาทต่อเดือน ถ้ากำไรที่เพิ่มขึ้นจริงต่ำกว่านี้ ต้องมีแหล่งเงินไถ่อื่นที่ชัดเจน

เงินทุนหมุนเวียนจากบ้าน ถ้าบ้านใช้เปิดร้านด้วย ยังได้รับความคุ้มครองไหม?

อาจได้ มาตรา 4 นิยามที่อยู่อาศัยว่ารวมอาคารที่ใช้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจการงานด้วยหรือไม่ก็ตาม ถ้าตามข้อเท็จจริงในขณะขายฝาก ทรัพย์นั้นใช้หรือมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย และผู้ขายฝากเป็นบุคคลธรรมดา สัญญาอาจอยู่ใต้ พ.ร.บ. 2562 มาตรา 6 ให้ดูข้อเท็จจริงนั้น ไม่ว่าสัญญาหรือสารบัญจดทะเบียนจะระบุไว้อย่างไร ส่วนกรณีของคุณเข้าเงื่อนไขหรือไม่ ต้องตรวจสอบเป็นรายกรณี

เอาโฉนดที่ดินในชื่อบริษัทไปขายฝากหาทุน ได้รับความคุ้มครองเหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกัน มาตรา 6 กำหนดให้ พ.ร.บ. 2562 ใช้เมื่อผู้ขายฝากเป็นบุคคลธรรมดา ถ้าผู้ขายฝากคือบริษัทหรือนิติบุคคลอื่น เพดานส่วนเพิ่ม กรอบระยะเวลาไถ่ และหน้าที่ส่งหนังสือแจ้งกำหนดไถ่ตาม พ.ร.บ. นี้จึงไม่ใช้โดยอัตโนมัติ ควรปรึกษาผู้รู้กฎหมายก่อนลงนาม

ธุรกิจมีเงินเร็วกว่าที่คิด ไถ่ก่อนกำหนดได้ไหม?

ได้ ถ้าสัญญาอยู่ใต้ พ.ร.บ. 2562 มาตรา 10 ให้ไถ่ก่อนกำหนดได้ ส่วนเพิ่มสินไถ่ลดลงตามสัดส่วนของเวลาที่ลดลง และผู้ซื้อฝากเรียกค่าเสียโอกาสได้ไม่เกิน 2% ต่อปีของราคาขายฝาก คิดตามเวลาที่เหลือ ตัวเลขนี้เป็นเพดาน ไม่ใช่ยอดที่ต้องถูกเรียกเสมอ

ขายฝากหาเงินลงทุนเพื่อปิดหนี้ที่ร้านขาดทุนอยู่ ควรทำไหม?

เป็นสัญญาณที่ต้องหยุดคิดให้หนัก เงินก้อนจากขายฝากช่วยให้ผ่านเดือนนี้ได้ แต่ถ้าสาเหตุที่ขาดทุนยังอยู่ เดือนต่อไปคุณจะมีภาระส่วนเพิ่มเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งรายการ และมีบ้านหรือที่ดินเป็นเดิมพัน ก่อนตัดสินใจควรหาสาเหตุของการขาดทุนและแผนรายได้ที่ตรวจสอบได้ บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนรายบุคคล

คำนวณเงินสุทธิเตรียมข้อมูลประเมิน