ปรับปรุงข้อมูล · ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะกรณี
ขายฝากได้วงเงินเท่าไหร่
คำถามแรกของเกือบทุกคนคือจะได้เงินเท่าไร คำตอบตรง ๆ คือวงเงินโดยทั่วไปอยู่ที่ 50–80% ของมูลค่าทรัพย์ที่ประเมินได้ แต่คำที่สำคัญที่สุดในประโยคนั้นคือคำว่า มูลค่าทรัพย์ที่ประเมินได้ ไม่ใช่ราคาที่เจ้าของอยากได้ ไม่ใช่ราคาที่ประกาศขายไว้ในเว็บ และไม่ใช่ราคาประเมินของทางราชการที่พิมพ์อยู่ในเอกสาร
ความเข้าใจผิดเรื่องฐานราคานี้ทำให้หลายคนผิดหวังในวันนัดคุย เพราะคิดเลขมาจากตัวเลขคนละตัวกับที่ผู้ประเมินใช้ บทความนี้จะแยกให้เห็นว่าในโลกของขายฝากมีราคาอยู่กี่แบบ ตัวไหนเป็นฐานของวงเงินจริง อะไรทำให้เปอร์เซ็นต์ขยับขึ้นหรือลง และเจ้าของทรัพย์ทำอะไรได้บ้างเพื่อให้การประเมินออกมาตรงกับความจริงที่สุด
ราคาที่เพื่อนบ้านประกาศขาย ราคาที่เคยซื้อมา หรือราคาประเมินในใบประเมินราคาทรัพย์สิน
ราคาขายเร็วของทรัพย์แปลงนั้น คือราคาที่น่าจะขายออกได้จริงภายในเวลาจำกัด แล้วคูณด้วยชั้นวงเงินตามความเสี่ยง
ราคาสามแบบที่ต้องแยกให้ออก
เวลาพูดถึง ราคาทรัพย์ คนสองคนอาจกำลังพูดถึงตัวเลขคนละตัวโดยไม่รู้ตัว ตารางนี้แยกให้เห็นว่าแต่ละราคามาจากไหนและใช้ทำอะไรได้
| ราคาที่ได้ยินบ่อย | ใครเป็นคนกำหนด | ใช้ทำอะไร |
|---|---|---|
| ราคาประเมินกรมธนารักษ์ | ทางราชการ ทบทวนเป็นรอบ ไม่ได้ปรับตามตลาดรายวัน | เป็นฐานคำนวณค่าธรรมเนียมและภาษีที่สำนักงานที่ดิน ไม่ใช่วงเงินที่อนุมัติ |
| ราคาประกาศขาย | เจ้าของหรือนายหน้าตั้งเอง | เป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น เพราะยังไม่มีใครตกลงซื้อที่ราคานั้น |
| ราคาตลาด | เกิดจากการซื้อขายจริงในย่านเดียวกัน | เป็นกรอบบนของมูลค่า ใช้ตั้งต้นก่อนหักความเสี่ยง |
| ราคาขายเร็ว | ผู้ประเมินคำนวณจากราคาตลาด หักส่วนลดที่ต้องให้เพื่อขายให้จบเร็ว | เป็นฐานจริงของวงเงินขายฝาก |
ราคาประกาศขายกับราคาที่ขายได้จริงมักห่างกันพอสมควร โดยเฉพาะที่ดินเปล่านอกเขตเมืองที่ประกาศค้างไว้เป็นปี ผู้ประเมินที่ทำงานตรงไปตรงมาจะดูทั้งราคาประกาศและร่องรอยการซื้อขายจริง แล้วอธิบายได้ว่าเลือกทรัพย์แปลงไหนมาเทียบ ด้วยเหตุผลอะไร
ทำไมฐานของวงเงินคือราคาขายเร็ว
เหตุผลไม่ซับซ้อน ผู้ซื้อฝากรับความเสี่ยงว่าถ้าวันหนึ่งผู้ขายฝากไม่ไถ่คืน ทรัพย์ชิ้นนั้นจะต้องถูกขายต่อในเวลาที่จำกัด การขายในเวลาจำกัดเกือบทุกครั้งต้องลดราคาลงจากราคาที่รอได้เป็นปี ตัวเลขที่เขาใช้ตัดสินใจจึงเป็นราคาที่ขายออกได้จริง ไม่ใช่ราคาที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้
เมื่อเข้าใจตรงนี้ ภาพของทั้งดีลจะชัดขึ้นทันที วงเงินที่ต่ำกว่าราคาตลาดไม่ได้แปลว่าถูกกดราคาเสมอไป แต่เป็นส่วนต่างที่ทำให้ดีลนี้ยังยืนอยู่ได้ทั้งสองฝ่าย และเป็นเหตุผลว่าทำไมทรัพย์ที่ขายต่อยากจึงได้เปอร์เซ็นต์ต่ำกว่าทรัพย์ที่ขายง่าย แม้มูลค่าบนกระดาษจะเท่ากัน
อีกด้านหนึ่งที่ต้องรู้คู่กัน คือ พ.ร.บ. คุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. 2562 คุมเรื่องสินไถ่และระยะเวลาไว้ เช่น ส่วนเพิ่มสินไถ่เมื่อคำนวณเป็นดอกเบี้ยแล้วต้องไม่เกิน 15% ต่อปี และกำหนดเวลาไถ่ต้องไม่ต่ำกว่า 1 ปีและไม่เกิน 10 ปี ส่วนตัวเลขวงเงินไม่ได้อยู่ในข้อกำหนดที่คุมเรื่องสินไถ่และระยะเวลา จึงเป็นเรื่องของการประเมินและการตกลงกัน วงเงินสูงจึงไม่ได้แปลว่าดีลดี ต้องดูอัตราส่วนเพิ่มควบคู่กันเสมอที่ ดอกเบี้ยขายฝาก
ขายฝากให้กี่เปอร์เซ็นต์ และชั้นวงเงินคิดอย่างไร
เมื่อได้ราคาขายเร็วแล้ว ขั้นต่อไปคือจัดทรัพย์เข้าชั้นวงเงินตามความเสี่ยง ยิ่งทรัพย์ขายต่อง่ายและเอกสารชัด ชั้นก็ยิ่งสูง ตัวอย่างต่อไปนี้ใช้ราคาขายเร็ว 2,400,000 บาท เพื่อให้เห็นภาพว่าชั้นวงเงินต่างกันแค่ไหน
| ชั้นวงเงิน | ลักษณะทรัพย์ที่มักเข้าชั้นนี้ | วงเงินเมื่อราคาขายเร็ว 2,400,000 บาท |
|---|---|---|
| 50% ของราคาขายเร็ว | ที่ดินเปล่านอกเขตชุมชน ขายต่อใช้เวลานาน หรือมีประเด็นที่ยังตรวจไม่จบ | 1,200,000 บาท |
| 65% ของราคาขายเร็ว | บ้านหรือที่ดินในย่านที่มีการซื้อขายสม่ำเสมอ เอกสารสิทธิเรียบร้อย | 1,560,000 บาท |
| 80% ของราคาขายเร็ว | ทรัพย์ในเมือง สภาพพร้อมใช้ ทางเข้าออกชัดเจน ปลอดภาระผูกพัน | 1,920,000 บาท |
ตารางนี้เป็นกรอบสำหรับทำความเข้าใจ ไม่ใช่ตารางอนุมัติ ทรัพย์สองแปลงที่ดูคล้ายกันบนแผนที่อาจอยู่คนละชั้น เพราะเรื่องเล็ก ๆ อย่างทางเข้าออกหรือชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ยังไม่ตรงกัน
ปัจจัยที่ดันวงเงินให้สูงขึ้น
- ทำเลที่มีคนต้องการจริง ใกล้ถนนสายหลัก ตลาด โรงเรียน หรือแหล่งงาน และมีการซื้อขายในย่านนั้นให้เห็นเป็นระยะ
- เอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดิน ระบุเนื้อที่และแนวเขตชัด ไม่มีปัญหาการรังวัดค้างอยู่
- ทางเข้าออกเป็นถนนสาธารณะ หรือมีทางเข้าออกที่จดทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน ไม่ใช่การอาศัยผ่านที่ดินคนอื่นด้วยความคุ้นเคย
- ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ตรงกับผู้ที่จะมาทำสัญญา และไม่มีผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมที่ติดต่อไม่ได้
- ปลอดภาระผูกพัน ไม่มีจำนอง ไม่มีการอายัด ไม่มีผู้เช่าระยะยาวที่จดทะเบียนไว้
- สภาพทรัพย์พร้อมใช้ บ้านอยู่อาศัยได้ทันที ที่ดินไม่ต้องถมหรือปรับใหญ่ก่อนขายต่อ
- ผังเมืองและข้อกำหนดการใช้ประโยชน์เอื้อกับการใช้งานตามสภาพจริง ไม่ขัดกันจนทำอะไรต่อไม่ได้
ปัจจัยที่ดึงวงเงินให้ต่ำลง
- ที่ดินตาบอด ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ หรือทางเข้าออกอาศัยความยินยอมด้วยวาจาเท่านั้น
- เอกสารสิทธิที่โอนหรือขายต่อได้จำกัด ซึ่งแต่ละประเภทมีเงื่อนไขต่างกัน ต้องตรวจสอบเป็นรายกรณีกับสำนักงานที่ดินก่อนเสมอ
- ยังติดจำนองหรือมีหนี้ค้างที่ต้องปิดในวันจดทะเบียน ทำให้เงินที่ถึงมือเจ้าของลดลงตามยอดนั้น
- แนวเขตไม่ตรงกับสภาพจริง มีรั้วหรือสิ่งปลูกสร้างล้ำแนว หรือเพื่อนบ้านยังไม่รับรองแนวเขต
- มีผู้อาศัยหรือผู้เช่าที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเจ้าของ ทำให้การส่งมอบในอนาคตไม่แน่นอน
- ที่ดินอยู่ในแนวเวนคืน ในเขตที่มีข้อจำกัดการก่อสร้าง หรือมีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์อยู่
- สภาพทรัพย์ทรุดโทรมมากจนผู้ซื้อต่อต้องลงทุนซ่อมก้อนใหญ่ก่อนใช้งาน
ถ้าเจอข้อเสนอที่ให้วงเงินสูงผิดปกติทั้งที่ทรัพย์มีข้อติดขัดหลายข้อ ให้ระวังเป็นพิเศษ เพราะส่วนต่างนั้นมักถูกเรียกคืนในรูปของอัตราส่วนเพิ่มที่สูงหรือเงื่อนไขที่กดดันในภายหลัง ดูสัญญาณที่ควรถอยได้ที่ สัญญาณอันตรายก่อนเซ็น
ราคาประเมินกรมธนารักษ์ ใช้ทำอะไรได้และไม่ใช่อะไร
ราคาประเมินของทางราชการเป็นตัวเลขที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดและเข้าใจผิดบ่อยที่สุดเช่นกัน หน้าที่หลักของมันคือใช้เป็นฐานคำนวณค่าธรรมเนียมและภาษีในวันจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อบอกว่าทรัพย์ชิ้นนั้นซื้อขายกันจริงที่เท่าไร
ในทางปฏิบัติจึงเห็นทั้งสองแบบ ที่ดินในย่านที่ราคาขยับเร็วมักมีราคาประเมินต่ำกว่าราคาตลาดอยู่มาก ส่วนที่ดินในย่านที่ซบเซาลงอาจมีราคาประเมินสูงกว่าราคาที่ขายได้จริง การเอาราคาประเมินคูณเปอร์เซ็นต์แล้วคาดหวังเป็นวงเงิน จึงคลาดเคลื่อนได้ทั้งสองทาง
- ใช้ได้: ประมาณค่าธรรมเนียมและภาษีที่ต้องเตรียมในวันจดทะเบียน ซึ่งดูรายละเอียดได้ที่ ค่าใช้จ่ายและเงินรับสุทธิ
- ใช้ได้: เป็นข้อมูลประกอบอีกชิ้นหนึ่งเวลาเทียบกับราคาที่มีคนเสนอมา
- ใช้ไม่ได้: ถือเป็นวงเงินที่จะได้รับ เพราะเป็นคนละวัตถุประสงค์กันโดยสิ้นเชิง
- ใช้ไม่ได้: ใช้แทนการดูทรัพย์จริง เพราะราคาประเมินไม่รู้ว่าบ้านหลังนั้นอยู่อาศัยได้หรือไม่ และเข้าออกทางไหน
เอกสารสิทธิและภาระผูกพันที่ต้องเคลียร์ก่อน
เรื่องที่ทำให้ดีลสะดุดกลางทางบ่อยที่สุด ไม่ใช่ราคา แต่เป็นเอกสาร ผู้ประเมินจะดูจากสำเนาเอกสารสิทธิเป็นอันดับแรกว่าชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ตรงกับคนที่มาคุยหรือไม่ มีรายการจดทะเบียนอะไรอยู่ด้านหลังบ้าง และเนื้อที่ตรงกับที่เข้าใจกันหรือเปล่า
ถ้ามีผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม ทุกคนต้องมาในวันจดทะเบียนหรือมอบอำนาจให้ถูกต้อง ถ้าทรัพย์ได้มาจากมรดกและยังไม่ได้จัดการเรื่องผู้จัดการมรดกให้เรียบร้อย ก็ต้องทำส่วนนั้นก่อน รายละเอียดว่าต้องเตรียมอะไรบ้างรวมอยู่ที่ เอกสารที่ต้องเตรียม
เอกสารสิทธิแต่ละประเภทมีเงื่อนไขการโอนไม่เหมือนกัน และบางประเภทมีข้อจำกัดที่ทำให้ทำนิติกรรมไม่ได้ในบางช่วงเวลา เรื่องนี้ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป ต้องนำเอกสารไปตรวจสอบเป็นรายกรณีกับสำนักงานที่ดินที่ทรัพย์ตั้งอยู่ ก่อนจะไปไกลถึงขั้นตกลงตัวเลข
เจ้าของทำอะไรได้บ้าง ให้ประเมินได้ตรงความจริง
การประเมินที่ออกมาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น มักเกิดจากข้อมูลที่ไม่ครบ ไม่ใช่จากตัวทรัพย์เอง สิ่งที่เจ้าของทำได้ด้วยตัวเองมีดังนี้
- ส่งสำเนาเอกสารสิทธิทั้งหน้าและหลัง ด้านหลังคือที่ที่รายการจดทะเบียนทั้งหมดอยู่ ขาดไปแล้วผู้ประเมินต้องตั้งสมมติฐานแบบระวังไว้ก่อน ซึ่งมักทำให้ตัวเลขต่ำลง
- ถ่ายรูปให้เห็นของจริง ทั้งทางเข้าออกจากถนนสาธารณะ หน้าทรัพย์ ภายใน แนวเขต และสภาพรอบข้าง ถ่ายกลางวันและไม่ต้องจัดฉาก
- บอกข้อเสียเองตั้งแต่ต้น น้ำเคยท่วม รั้วล้ำแนว มีผู้เช่าอยู่ หรือยังติดจำนอง เรื่องพวกนี้ตรวจเจอในภายหลังอยู่ดี และการเจอทีหลังทำให้วงเงินถูกปรับลงแรงกว่าเดิม
- เตรียมยอดปิดบัญชีล่าสุดถ้ามีหนี้ค้าง ยอดจากธนาคารทำให้คำนวณเงินที่เหลือถึงมือได้ทันที ไม่ต้องเดาแล้วมาแก้ตัวเลขกันวันนัด
- เก็บหลักฐานการซื้อขายในย่านเดียวกัน ถ้ารู้ว่าแปลงข้างเคียงขายไปเท่าไรและเมื่อไร ให้แจ้งพร้อมข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ใช้เป็นทรัพย์เปรียบเทียบได้จริง
- ขอให้อธิบายที่มาของตัวเลข ถามว่าใช้แปลงไหนเทียบ ราคาเท่าไร และหักอะไรออกบ้าง ผู้ประเมินที่ทำงานตรงไปตรงมาตอบได้เสมอ
ถ้าอยากรู้ว่าทรัพย์ของคุณอยู่ในกรอบไหน ส่งข้อมูลชุดนี้มาก่อนได้ที่ เตรียมข้อมูลประเมิน จะได้กรอบวงเงินเบื้องต้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังข้อมูลครบ และตัวเลขที่ยืนยันได้จะเกิดขึ้นหลังดูทรัพย์จริงเท่านั้น
ตัวอย่างจากราคาตลาดถึงเงินที่โอนเข้าบัญชี
สมมติบ้านหลังหนึ่งมีราคาประเมินของทางราชการ 1,800,000 บาท ราคาตลาดในย่านนั้นประมาณ 3,000,000 บาท ผู้ประเมินให้ราคาขายเร็วที่ 2,400,000 บาท และจัดเข้าชั้น 65% ตัวเลขจะเดินดังนี้
| ขั้นตอน | ตัวเลขในตัวอย่าง |
|---|---|
| ราคาประเมินของทางราชการ | 1,800,000 บาท ใช้คิดค่าธรรมเนียม ไม่ใช่วงเงิน |
| ราคาตลาด | 3,000,000 บาท |
| ราคาขายเร็ว | 2,400,000 บาท |
| วงเงินขายฝากที่ชั้น 65% | 1,560,000 บาท |
| ค่าดำเนินการ 1.5% ของวงเงิน | 23,400 บาท |
| ส่วนเพิ่มที่ต้องชำระต่อเดือน | 11,700 บาท ที่อัตรา 0.75% ต่อเดือน |
จะเห็นว่าวงเงิน 1,560,000 บาท คิดเป็นราว 52% ของราคาตลาดในตัวอย่างนี้ ทั้งที่เปอร์เซ็นต์ที่ใช้คือ 65% เพราะฐานที่คูณคือราคาขายเร็ว ไม่ใช่ราคาตลาด นี่คือจุดที่ตัวเลขในใจกับตัวเลขในข้อเสนอมักไม่ตรงกัน และยังไม่รวมค่าธรรมเนียมที่สำนักงานที่ดินซึ่งต้องเตรียมในวันจดทะเบียนอีกส่วนหนึ่ง
ก่อนตัดสินใจ ให้คิดย้อนกลับจากความสามารถในการไถ่คืน ไม่ใช่จากวงเงินสูงสุดที่ได้ ถ้ารับวงเงินเต็มเพดานแล้วภาระรายเดือนหนักเกินไป ความเสี่ยงที่จะไถ่ไม่ทันก็สูงตามไปด้วย การรับวงเงินเท่าที่จำเป็นจริง ๆ มักเป็นทางที่ปลอดภัยกว่า
สุดท้าย วงเงินเป็นแค่ครึ่งเดียวของดีล อีกครึ่งคืออัตราส่วนเพิ่มและระยะเวลาไถ่ ซึ่งต้องดูพร้อมกันเสมอ ถ้ายังไม่แน่ใจว่าขายฝากทำงานอย่างไรตั้งแต่ต้นจนจบ อ่านภาพรวมได้ที่ ขายฝากคืออะไร
คำถามที่พบบ่อย
ขายฝากให้กี่เปอร์เซ็นต์ของราคาทรัพย์?
โดยทั่วไป 50–80% ของมูลค่าทรัพย์ที่ประเมินได้ แต่เปอร์เซ็นต์นั้นคิดจากราคาขายเร็ว ไม่ใช่ราคาที่เจ้าของตั้งขาย ทรัพย์ในเมืองที่มีโฉนดและปลอดภาระมักได้ชั้นสูง ส่วนที่ดินเข้าออกยากหรือเอกสารสิทธิด้อยกว่าจะได้ชั้นต่ำลง หรือบางกรณีรับไม่ได้เลย
ราคาประเมินกรมธนารักษ์ใช้เป็นวงเงินขายฝากได้ไหม?
ไม่ได้ ราคาประเมินของทางราชการมีไว้เป็นฐานคำนวณค่าธรรมเนียมและภาษีที่สำนักงานที่ดิน ไม่ได้สะท้อนราคาซื้อขายจริงในย่านนั้น บางแปลงต่ำกว่าราคาตลาดมาก บางแปลงกลับสูงกว่า จึงใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงประกอบได้ แต่ไม่ใช่ตัวเลขที่อนุมัติ
ประเมินราคาที่ดินขายฝากใช้เวลานานไหม ต้องเสียเงินก่อนหรือเปล่า?
การประเมินเบื้องต้นจากเอกสารและรูปถ่ายใช้เวลาไม่นาน และชัดเจนแจ้งกรอบวงเงินภายใน 24 ชั่วโมงหลังได้ข้อมูลครบ ส่วนตัวเลขที่ยืนยันได้ต้องดูทรัพย์จริงก่อน ถ้ามีใครเรียกเก็บค่าประเมินหรือค่าดำเนินการก่อนจดทะเบียน ให้ถามเหตุผลเป็นหนังสือและตรวจสอบให้ชัดก่อนจ่าย
ทรัพย์ติดจำนองอยู่ ยังประเมินและขายฝากได้ไหม?
ประเมินได้ แต่ยอดหนี้ที่ค้างกับธนาคารจะถูกหักออกจากวงเงินก่อน เพราะภาระจำนองต้องถูกปลดออกก่อนหรือในวันเดียวกับที่จดทะเบียนขายฝาก เงินที่เหลือถึงจะถึงมือเจ้าของ ขั้นตอนและลำดับการจดทะเบียนต่างกันได้ตามแต่ละกรณี ต้องตรวจสอบกับสำนักงานที่ดินที่ทรัพย์ตั้งอยู่ และขอยอดปิดบัญชีล่าสุดจากธนาคารมาตั้งแต่ต้น
ทำไมประเมินทรัพย์แปลงเดียวกัน แล้วแต่ละที่ให้วงเงินไม่เท่ากัน?
เพราะแต่ละฝ่ายเลือกทรัพย์เปรียบเทียบคนละชุด และประเมินความเสี่ยงต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องทางเข้าออก ผังเมือง และความยากง่ายในการขายต่อ ควรขอดูว่าเขาใช้ทรัพย์แปลงไหนเทียบและราคาเท่าไร ตัวเลขที่อธิบายที่มาไม่ได้ คือตัวเลขที่เชื่อถือไม่ได้
ปรับปรุงข้อมูล 16 กันยายน 2569 · ข้อมูลทั่วไป ข้อเท็จจริงและสัญญาแต่ละรายอาจต่างกัน ควรตรวจสอบก่อนลงนาม
